ลงมือทำสำนักพิมพ์

2013 in review

Posted on Updated on

ว้าวว wordpress ทำสรุปได้น่าดูและสนุกมากคลิกดูกันได้ด้านล่างค่ะ ทำให้รู้ว่าปีนี้ไม่ได้เขียนอะไรเลย 555 แต่กระนั้นก็ยังมีคนอ่านโพสต์ ได้ตอบเมนท์ และตอบเมลเพื่อนๆ ที่เขียนมาพูดคุยทางเมลอยู่เรื่อยๆ ขอบคุณ wordpress สำหรับพื้นที่แชร์เรื่องราว ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ทักทายกัน

ขอให้ปีหน้าเป็นปีแห่งการเริ่มต้นและสานต่อสิ่งดีๆ ไอเดียล้ำๆ เป็นปีแห่งการลงมือทำและชื่นชมกับความสำเร็จ ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง ขอให้ทุกท่านมีความสุข…สวัสดีปีใหม่ค่ะ😊

Read the rest of this entry »

Advertisements

สำนักพิมพ์ของฉัน 13 (หนังสือแปลเล่มแรกคลอดแล้ว…ยู้ฮู!)

Posted on Updated on

ตอนที่แล้วเขียนเล่าเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือแปลเอาไว้ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก นี่ก็ปีกว่ามาแล้วเพิ่งจะได้เขียนตอนต่อ ระหว่างนั้นก็รับงานแปลบ้างรับอีดิทงานบ้างต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งก็เพื่อเก็บเงินมาพิมพ์หนังสือเล่มนี้ล่ะค่ะ

หลังจากออกหนังสือไทยไปหนึ่งเล่มเมื่อนานมาแล้ว  ในที่สุดหนังสือแปลเล่มแรกของเราก็สำเร็จเสร็จสิ้นจนได้ เป็นวรรณกรรมเยาวชนเพราะชอบเป็นการส่วนตัว ชื่อเรื่องว่า The Kneebone Boy ของ Ellen Potter เอามาตั้งชื่อไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า “เด็กชายตระกูลนีโบน” เสร็จออกมาหน้าตาเป็นเช่นนี้

เด็กชายตระกูลนีโบน

ปกที่เห็นนี่คือปกของเมืองนอกเลย ขอซื้อลิขสิทธิ์ปกมาอีกที ตกอยู่สองร้อยห้าสิบเหรียญ… คือลิขสิทธิ์ต้นฉบับกับลิขสิทธิ์ภาพปกนี่ที่จริงมักจะซื้อรวมกันกับลิขสิทธิ์ต้นฉบับ แต่คราวนี้แยกซื้อเพราะว่าตอนแรกสองจิตสองใจว่าจะใช้ปกนี้เลยหรือเอามาออกแบบใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็ตัดใจจากปกเมืองนอกไม่ลง ดูแล้วมันมีเสน่ห์บอกไม่ถูก แม้จะแพงกว่าให้นักออกแบบปกบ้านเราทำให้บ้างก็ยอม ไม่ใช่ว่าคนไทยฝีมือไม่ดีนะคะ เพียงแต่ติดใจกับปกนี้จนไม่อยากคิดทำปกใหม่เท่านั้นเองค่ะ และพอออกมาเป็นเล่มจริงก็ค่อนข้างพอใจทีเดียว

ส่วนด้านการแปล เล่มนี้เพื่อนสนิทกรุณาแปลให้ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้นเยอะเลย

ตอนแรกคิดว่าจะให้โรงพิมพ์แถมพิมพ์ที่คั่นให้เหมือนเล่มที่แล้ว แต่ปรากฏว่าไม่ได้เพราะกระดาษไม่เหลือเศษมากพอ เนื่องจากเที่ยวนี้พิมพ์เป็นไซส์ A5 ตามแบบพ็อคเก็ตบุ๊คทั่วไป

เมื่อตะกี้ไปเดินดูร้านซีเอ็ด (เชียงใหม่) เห็นวางหราอยู่แล้วเรียบร้อย  ชื่นใจหาย เหนื่อย … ยิ่งนักอ่านบอกว่าชอบ อ่านสนุกดี อะไรทำนองนี้ยิ่งมีแรงทำต่อไป

ช่วงนี้ก็โปรโมตไปเท่าที่กำลังอำนวย ส่งไปตามนิตยสาร รายการทีวี วิทยุ

รู้สึกตัวว่าคราวนี้เขียนไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไหร่ เพราะมีอะไรให้ต้องทำหลายอย่าง รับจ๊อบเพื่อสะสมทรัพย์ เตรียมพิมพ์หนังสือแปลเล่มต่อไปที่จ่อคิวอยู่  รวมทั้งวางแผนจะพิมพ์เล่มต่อๆ ไปในปีนี้ด้วย แต่ยังมีความสุขกับตรงนี้มากๆ ค่ะ คนอื่นมักถามว่านั่งทำงานคนเดียวไม่เหงาเหรอ ไม่เบื่อเหรอ … ไม่เลยค่ะ มันเพลิน และยุ่งจนไม่มีอารมณ์นั้น ถึงไม่มีเพื่อนร่วมงานแต่สำหรับตัวเองแล้วข้อดีที่สุดในการนั่งทำงานที่บ้านก็คือได้อยู่ใกล้ๆ แม่ เอาเป็นว่าไม่มีเพื่อนร่วมงาน แต่มีแม่ร่วมงาน 555

เหมือนมีอะไรอยากจะพูดเำีกี่ยวกับเรื่องหนังสือแปลต่อ อ้อ แล้วก็เรื่องการจัดทำ e-book ด้วย ยุคนี้ไม่ตามเทคโนโลยีก็ไม่ได้ วิ่งๆ ตามเค้าไปหน่อยเนอะ  เอ… แต่ยังนึกไม่ออก เอาไว้ถ้านึกออกแล้วจะเขียนต่อตอนหน้าแล้วกันค่ะ อยากพูดคุยกันก็เม้นในนี้ได้นะคะ มาตอบเรื่อยๆ หรือถ้าฉับไวกว่าหน่อยก็ในเฟซบุ๊ค paperfarm ค่ะ

เนื่องจากไม่ได้อัพบล็อกมาปีกว่า วันนี้อยากขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตามและให้กำลังใจนะคะ บางคนเขียนเมลมาถามเรื่องการพิมพ์หนังสือจนกระทั่งได้พิมพ์ออกมาเป็นเล่ม รู้สึกปลื้มที่ได้พูดคุยกับคนที่มีความฝันเหมือนกัน ไม่ว่าจะทำสาขาอาชีพไหน ความฝันและความตั้งใจจะนำเราไปสู่ผลที่หวังไ้ว้ เชื่ออย่างนั้นนะ

เอาละ เจอกันอีกที ณ เวลาใดเวลาหนึ่งค่ะ

สำนักพิมพ์ของฉัน 12 (ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศบ้างดีกว่า)

Posted on Updated on

การทำหนังสือแปลและหนังสือไทยนั้นยากไปคนละแบบ

ถ้าทำหนังสือไทยคุยกับนักเขียนได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านใคร ซื้อลิขสิทธิ์แล้วก็เอามาปรับแก้นิดหน่อยและพิมพ์ได้เลย ที่ว่าซื้อในที่นี้นั้นหมายถึงเช่าซื้อ จะเช่ากี่ปีก็ว่ากันตามตกลงในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ มองเผินๆ การคุยกันโดยตรงนี่รวดเร็วก็จริงและน่าจะทำให้ทุกอย่างง่าย แต่บางครั้งก็ค่อนข้างเซนซิทีฟ ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรามากๆ เคยได้ยินหลายกรณีที่นักเขียนกับสนพ. ไม่ลงรอยกัน โชคดีที่นักเขียนเราน่ารัก : )

ถ้าเป็นหนังสือเมืองนอก น้อยนักที่จะได้คุยกับนักเขียน หรือแม้แต่กับสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ส่วนมากจะคุยผ่านคนกลางที่เรียกว่าเอเจนซี่หนังสือแปลค่ะ การคุยผ่านคนกลางมีข้อเสียตรงที่ต้องรอคำตอบคูณสอง นั่นคือเราถามผ่านเอเจนซี่ เอเจนซี่ถามสำนักพิมพ์ที่โน่น ที่โน่นตอบผ่านเอเจนซี่ และเอเจนซี่ตอบเรา ก็เลยช้าหน่อย แต่ก็มีข้อดีเวลาที่เกิดอยากตำหนิกันขึ้นมา สมมุติทางเมืองนอกอยากว่าอะไรเรา (เช่น นี่คุณพิมพ์ชื่อนักเขียนที่หน้าเครดิตผิด ทำไมสะเพร่าอย่างนี้ %@%##O_o!!!!) เราก็จะไม่ได้ยินคำเหล่านั้น แต่จะได้ยินว่า “เอ่อคุณ ก. ครับ ทางเมืองนอกติงมาว่าสะกดชื่อนักเขียนผิด รบกวนแก้ไขหากพิมพ์ครั้งต่อไปนะครับ) ซอฟท์กว่ากันเยอะ และในทางกลับกันเมืองนอกก็จะไม่ได้ยิน %@%##O_o!!!! จากเราตรงๆ สบายหูทั้งสองฝ่าย ยกเว้นเอเจนซี่

แน่นอน เครียดจากงานข้อมูลหนังสือและเอกสารต่างๆ มากมาย แถมยังต้องคอยรับหน้าสารพัด เอเจนซี่ก็ต้องคิดค่าเหนื่อยกันบ้างละ ถือว่าไม่มากมายเลยกับความสะดวกที่ได้รับ ส่วนใหญ่คิดค่าคอมมิชชั่นประมาณสิบเปอร์เซ็นต์จากยอดลิขสิทธิ์  ลิขสิทธิ์พันเหรียญเอเจนซี่ได้ร้อยเหรียญ

ที่นี้มาถึงขั้นตอนการซื้อ

ตอนแรกเราก็ต้องเลือกหนังสือที่ชอบก่อน ไปเลือกดูในเว็บหรือร้านหนังสือโดยตรงเลยก็ได้ เว็บที่ฉันชอบเข้าไปดูก็พื้นฐานมากๆ amazon.com (อันนี้คุ้นเคยกันอยู่แล้ว) , barnsandnoble.com (อันนี้ก็น่าจะคุ้นเหมือนกัน), goodreads.com (เว็บนี้ดีตรงที่มีรีวิวหนังสือล่วงหน้าเยอะ ชนิดที่ปีหน้าวางแผงมีรีวิวแล้วก็มี), librarything.com (เว็บนี้ก็มีรีวิวล่วงหน้าเหมือนกัน) และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ส่วนมากฉันดูแค่สี่อันนี้ ดูมากก็ปวดตา บางทีเอเจนซี่ก็จะส่งโบรชัวร์หนังสือใหม่มาให้ทางเมล แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว ดูเอาว่าเล่มไหนถูกจริต คิดว่าน่าจะขายได้ ก็จดรายละเอียดเอาไว้

ที่นี้พอได้รายละเอียดแล้วเราก็ติดต่อไปยังเอเจนซี่ให้เขาช่วยเช็คว่าลิขสิทธิ์เล่มนี้มีใครซื้อแล้วหรือยัง ถ้ายังเราสนใจขอซื้อนะ ขั้นตอนนี้ไม่เสียค่าใช้จ่าย เขาบริการเช็คให้ฟรีอยู่แล้วค่ะ ในเมืองไทยเอเจนซี่หลักๆ ก็คือ Tuttle-Mori Agency  และ Silkroad Publishers Agency เลือกติดต่อที่ไหนก็ได้ บริการและขั้นตอนเหมือนกัน บางทีพอเราโทรไปถามที่หนึ่งเขาก็อาจจะบอกว่า อ้อ หนังสือเล่มนี้อีกเอเจนซี่เป็นคนดูแลค่ะ  คือสำนักพิมพ์ที่เมืองนอกบางที่เขาก็จะดีลผ่านเอเจนซี่เดียว

อ้อ ถ้าเราเป็นสนพ.หน้าใหม่ ควรเตรียมทำ Company Profile เป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ เพราะเอเจนซี่จะเก็บไว้ส่งให้สนพ. ที่โน่นดูได้

สมมุติว่าหนังสือเล่มนั้นลิขสิทธิ์ยังว่างอยู่เราก็ขอซื้อได้เลย โดยเราต้องเป็นฝ่ายเสนอราคาไปก่อน ส่วนจะเสนอเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นเป็นหนังสือดังหรือไม่ เราคิดว่าจะเอามาขายเท่าไหร่ มีคู่แข่งที่ยื่นราคาพร้อมกับเราหรือไม่ ยังไงก็ตามไม่ควรแพงจนเกินจุดคุ้มทุนที่เราตั้งไว้ อย่าลืมว่าหนังสือแปล เราต้องจ่ายค่านักแปลอีกทอดหนึ่งด้วย (ยกเว้นแปลเอง) ส่วนฉันนั้นทุนน้อย ถ้าเกินพันเหรียญก็ปล่อยวางแล้ว

พอเราเสนอราคาไปแล้วก็รอคำตอบ ถ้าราคาที่เราเสนอไปเป็นที่พอใจของเมืองนอก เขาก็ตอบตกลงและร่างสัญญาส่งผ่านเอเจนซี่มาให้เราเซ็น แต่!!! บางทีถ้าเป็นหนังสือดังอาจมีสนพ. อื่นในเมืองไทยมาเป็นเพื่อนเสนอราคาด้วย กรณีนี้เอเจนซี่จะบอกเราเองว่ามีคู่แข่งนะ จะเปิดบิดราคาครั้งที่สอง เราจะแข่งด้วยมั้ย ถ้าแข่งก็เสนอราคาใหม่ที่แพงกว่าเดิมไป เหมือนเล่นแชร์ เราต้องเดาว่าอีกฝ่ายจะกล้าใส่ดอกที่เท่าไหร่ ส่วนมากแข่งกันไม่เกินสองรอบ บางทีมารู้ทีหลังว่าแพ้ไปแค่ยี่สิบเหรียญก็มี

เอาละ ถ้าตกลงเมืองนอกยินดีให้เราเช่าลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนั้น ก็รอรับสัญญาได้เลย พอได้รับสัญญาก็อ่านให้ละเอียดก่อนเซ็น เมือเซ็นไปแล้วก็จ่ายเงินให้เอเจนซี่เอาไปจ่ายให้เมืองนอกต่อ เป็นอันว่าได้หนังสือมาแปลเรียบร้อย

(เมื่อยนิ้วจัง)

สำนักพิมพ์ของฉัน 11 (ประชาสัมพันธ์)

Posted on Updated on

พูดถึงเรื่องประชาสัมพันธ์ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่น่าจะสำคัญมาก

แต่ว่าก็น่าเสียดายที่ฉันไม่มีเวลาให้กับมันมากนัก ที่ได้ทำไปก็แค่ลงรายละเอียดในเว็บ และเฟซบุ๊คของสำนักพิมพ์ ลงโฆษณา (ฟรี) ในเว็บที่เกี่ยวข้อง ส่งตัวอย่างหนังสือและรายละเอียดให้สื่อต่างๆ แนะนำให้ ฉันส่งไปให้นิตยสารห้าเล่ม หนังสือพิมพ์สองเล่ม และรายการโทรทัศน์หนึ่งรายการ เท่าที่รู้ มีนิตยสารสองเล่ม  หนังสือพิมพ์หนึ่งเล่ม   และรายการโทรทัศน์ (เลือกรายการสโมสรสุขภาพทางช่องเก้าเพราะ มีแจกหนังสือเป็นรางวัลท้ายรายการ และหนังสือเราเป็นแนวสุขภาพพอดี ได้ส่งหนังสือไปให้รายการแจกห้าเล่ม) ที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ เล่มอื่นๆ อาจลงให้ด้วยเหมือนกัน แต่ฉันไม่ได้ตามดูที่แผงหนังสือ อ้อ และมีรายการทางช่อง NBT ที่เอาหนังสือเราไปแนะนำโดยไม่ได้ส่งไปให้ด้วย ดีจริงๆ

การส่งหนังสือไปให้สื่อลงค่อนข้างได้รับความร่วมมืออย่างดี สิ่งที่ต้องส่งไปก็คือหนังสือตัวอย่าง จดหมายแนะนำตัว รายละเอียดและเรื่องย่อของหนังสือ  โดยข้อมูลทั้งหมดรวมทั้งภาพปกได้ไรท์ลงซีดีแนบไปด้วยเพื่อให้สื่อนำไปใช้ต่อได้สะดวก มีหนังสือส่งไปให้เขาแนะนำมากมาย ถ้าของเราไม่สะดวกใช้เขาก็จะไปเลือกของคนอื่น

จากการประชาสัมพันธ์แบบเล็กสุดๆ ครั้งนี้ สรุปได้ว่า ถ้าอยากให้สื่อส่งต่อข้อมูลของเราไปให้ลูกค้า เราต้องส่งต่อข้อมูลที่น่าสนใจและพร้อมใช้ไปให้สื่อก่อน

สำนักพิมพ์ของฉัน 10 (โปรโมชั่น = โปรโมตฉัน)

Posted on Updated on

หนังสือก็วางแผงมาหกเดือนแล้ว สายส่งรายงานยอดขายและโอนเงินมาให้สองงวด (เค้าจะรายงานและโอนเงินให้ครั้งแรกเมื่อวางหนังสือได้ครบสามเดือน เพราะฉะนั้นสามเดือนแรกนี่ต้องอดทนกันหน่อย) สองงวดที่ได้รับโอนมาก็ทำให้ต้องกระแิอมและจิบชารักษามาดไปก่อนเวลาใครมาถามว่า “หนังสือขายดีมั้ย?” อะแฮ่มๆๆ สำลักชา

หกเดือนก็ได้เวลาพอเหมาะที่จะคิดเรื่องดันหนังสือออกมาไว้หน้าร้าน ให้คนอ่านได้เห็นกันอีกครั้ง โทรไปสอบถามที่สายส่งว่าอยากจัดโปรโมชั่นเพื่อดันหนังสือ เจ้าหน้าที่ก็ได้แนะนำให้ร่วมโปรลดราคารับหน้าร้อนกับทางหน้าร้านนายอินทร์ทั่วประเทศ โดยเราลดให้ลูกค้า 15% จากเดิมเสียค่าดำเนินการให้สายส่ง 40% อยู่แล้ว ก็ต้องโดนหักเป็น 55% แต่สายส่งยังใจดีลดให้เรา 5% สำหรับช่วงโปรนี้ สรุปว่าการจัดโปรลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลนี้ เราจะโดนหักไป 50% ทำเช่นนี้หนังสือของเราจะได้มาวางอยู่หน้าร้านพร้อมกับมีส่วนลดดึงดูด เขาว่าอย่างนั้น
(หวังว่าการมาเขียนข้อมูลนี้จะไม่ผิดกฏ กติกา มารยาทใดๆ)

โปรนี้จะจัด 3 เมษา – 6 พฤษภา 2554 นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างที่ตั้งใจไว้ ส่วนตอนนี้ก็จับตาดูกันต่อไป

โอมเพี้ยง

สำนักพิมพ์ของฉัน 9 (เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตอนพิมพ์ปก)

ลิงก์ Posted on Updated on

แค่อยากบอกว่าเวลาขอให้ฟรีแลนซ์ออกแบบปกให้ เราอาจขอให้เขาแถมออกแบบที่คั่นให้ด้วย ถ้าเขาใจดีเขาก็จะทำให้ (ส่วนใหญ่ก็ใจดีกันทุกคน) เพราะสามารถใช้ภาพปกมาดัดแปลงนิดหน่อยและใส่ข้อความที่เราต้องการ

ทีนี้เวลาส่งพิมพ์ปก เราก็ส่งทั้งไฟล์ปกและไฟล์ที่คั่นไปให้โรงพิมพ์เลย เราอาจขอให้เขาแถมพิมพ์และตัดที่คั่นให้ด้วย ถ้าเขาใจดีเขาก็จะทำให้ (ซึ่งส่วนใหญ่ใจดีเหมือนกัน) เพราะสามารถใช้กระดาษส่วนขอบที่เหลือจากหน้าปกพิมพ์ที่คั่นแทรกเข้าไปและตัดออกมาเป็นชิ้นได้อีก

ทีนี้เราก็มีที่คั่นหนังสือไว้แจกให้ลูกค้าฟรีๆ ไม่ปล่อยกระดาษทิ้งไปเฉยๆ ส่วนมากจะได้เท่ากับหรือมากกว่าจำนวนปกที่เราสั่งพิมพ์

เอาละ หนังสือไทยเล่ิมแรกออกวางแผงมาได้หลายเดือนแล้ว (หกเดือน) ที่เคยวางอยู่ในชั้นหนังสือแนะนำก็ถอยหนีไปอยู่บนชั้นหนังสือธรรมดาเรียบร้อย (ประมาณสองสัปดาห์กว่าๆ) จากที่หันหน้าปกอยู่บนชั้นธรรมดา ก็เริ่มหันสันออกมาแทน อย่างนี้ลูกค้าต้องหาหนังสือเรายากแล้วก็คงขายไม่ค่อยได้ ถึงเวลาต้องงัดมันออกมาวางเด่นเป็นสง่าอีกครั้ง ได้เวลาจัดโปรโมชั่นกันแล้วล่ะ! และนี่เป็นหัวข้อที่จะเล่าในครั้งต่อไป

สำนักพิมพ์ของฉัน 8 (สายส่ง/จัดจำหน่าย)

Posted on Updated on

สายส่งคือใคร … คือบริษัทที่จะนำหนังสือของเราไปจัดจำหน่ายตามหน้าร้านหนังสือทั่วประเทศ โดยรายได้ของเขาได้จากการหักเปอร์เซ็นต์ยอดขายของเรา โดยมากแล้วจะหักที่ 40%

อย่างที่เกริ่นไว้ว่าก่อนส่งไฟล์ไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์ควรติดต่อสายส่งให้ได้ก่อน นั่นก็เพราะเราต้องพิมพ์ชื่อสายส่งลงในหน้าเครดิตด้วย ดังนั้นถ้าเกิดพิมพ์ชื่อสายส่งที่เราคิดว่าจะจ้างให้จัดจำหน่ายแล้วมีปัญหา จำเป็นต้องเปลี่ยนเจ้าใหม่ ก็ต้องเสียเวลาและเสียเงินมาพิมพ์สติ๊กเกอร์แปะทับชื่อเดิมอีก อ้อหนังสือเสียความงามด้วย

เมื่อทำไฟล์เนื้อในและปกเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ึควรนำรายละเอียดหนังสือไปติดต่อสายส่งเพื่อทำสัญญาจัดจำหน่ายกันให้เรียบร้อยก่อนส่งพิมพ์ สายส่งใหญ่ๆ ก็มีซีเอ็ด อมรินทร์ เคล็ดไทย และอื่นๆ ส่วนของเรานั้นเลือกอมรินทร์เพราะคุ้นเคยตอนที่เคยติดต่องานกันสมัยทำอยู่สำนักพิมพ์เก่า ในขั้นตอนการส่งตัวอย่า่งหนังสือให้สายส่งพิจารณานั้น เขาก็จะขอดูตัวอย่างปก และบางส่วนของเนื้อในซึ่งส่งทางเมลได้ และเขาจะมีแบบฟอร์มมาให้กรอกว่าจะพิมพ์กี่เล่ม ตั้งราคาเท่าไหร่ คาดว่าจะพิมพ์เสร็จเมื่อไหร่ บลาๆๆ

ถ้างานของเราเป็นที่ถูกใจได้มาตรฐานของเขา ก็จะได้ทำสัญญากันเลย เอกสารที่ต้องเตรียมไม่มีอะไรมาก ถ้าจดทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดาก็ขอแค่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ (ถ้าไม่จดก็ำไม่เป็นไร ใช้แค่บัตรประชาชนก็ได้) และสำเนาหน้าแรกของบัญชีธนาคารที่เราจะให้เขาโอนยอดขายมาให้

พอเราได้คำตอบว่าสายส่งเจ้านั้นๆ จัดจำหน่ายให้เราแน่ๆ เราก็ส่งไฟล์เข้าโรงพิมพ์ได้เลย ส่วนจะพิมพ์กี่เล่มก็แล้วแต่กำลังทรัพย์ และไม่น้อยเกินจนราคาต่อเล่มสูงและไม่พอกระจายไปตามหน้าร้าน โดยทั่วไปมักเริ่มพิมพ์ที่ 3000 เล่ม แต่พิมพ์สองพันเล่มก็มี (น้อยกว่าสองพันไม่ค่อยคุ้มแล้วเพราะราคาต่อเล่มจะสูง) ห้าพันเล่ม หมื่นเล่มก็มี (สนพ. ใหญ่ที่มีทุน และคาดว่าหนังสือเล่มนั้นขายหมดแน่ มักจะสั่งทีละเยอะเพื่อได้ราคาต่อเล่มถูกลง)

พูดถึงเรื่องพิมพ์ ก็มีอะไรเล็กๆ จะพูดต่อเหมือนกัน ไว้ต่อคราวหน้าดีกว่า